อธิบายความต่างระหว่างจดทะเบียนเลิกกับเสร็จการชำระบัญชี พร้อมลำดับงาน เจ้าหนี้ งบการเงิน ภาษี และเอกสารที่ต้องเตรียม
คำว่า “ปิดบริษัท” มีอย่างน้อยสองช่วงที่ต้องแยกกัน คือ จดทะเบียนเลิก เพื่อเปลี่ยนสถานะบริษัทเข้าสู่การชำระบัญชี และ จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี หลังจัดการทรัพย์สิน หนี้ เจ้าหนี้ บัญชี และภาษีแล้ว การจดเลิกจึงไม่ได้ทำให้หน้าที่ทั้งหมดสิ้นสุดทันที
ก่อนมีมติเลิก ควรสำรวจข้อมูลให้ครบ
- ทรัพย์สิน เงินฝาก ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ และหลักประกัน
- เจ้าหนี้ เงินกู้ สัญญาเช่า พนักงาน และภาระตามสัญญา
- แบบภาษีที่ยังไม่ยื่น ภาษีค้าง เครดิตภาษี และสถานะ VAT
- งบการเงินและเอกสารบัญชีที่ขาด รวมถึงรายการกับกรรมการหรือผู้ถือหุ้น
- คดี ข้อพิพาท ใบอนุญาต และบัญชีธนาคารที่ยังใช้งาน
ข้อมูลนี้ช่วยประเมินว่าเป็นเคสไม่มีรายการ เคสมีทรัพย์สิน/หนี้ หรือเคสที่ต้องจัดการข้อพิพาทก่อน ซึ่งใช้เวลาและเอกสารต่างกันมาก
ขั้นตอนที่ 1: จดทะเบียนเลิก
- ตรวจข้อบังคับและจัดประชุมเพื่อมีมติตามกฎหมาย พร้อมแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี
- จัดทำรายงานการประชุม คำขอ และเอกสารประกอบให้ข้อมูลตรงกัน
- ดำเนินการแจ้งเจ้าหนี้และประกาศตามวิธี/กำหนดที่ใช้กับกรณีนั้น
- ยื่นจดทะเบียนเลิกและเก็บหลักฐานวันที่มีผล เพราะเป็นจุดเริ่มของงานบัญชีและภาษีช่วงชำระบัญชี
ขั้นตอนที่ 2: ชำระบัญชี
ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สิน เรียกเก็บลูกหนี้ ชำระหนี้ตามลำดับ จัดการสัญญาและพนักงาน จัดทำบัญชี/รายงาน รวมถึงรักษาทรัพย์สินของบริษัทจนกว่างานจะเสร็จ หากมีทรัพย์สินเหลือจึงพิจารณาคืนทุนหรือแบ่งส่วนที่เหลือตามสิทธิของผู้ถือหุ้นโดยดูผลทางภาษีประกอบ
งานบัญชีและภาษีที่ต้องวางแผน
- จัดทำงบการเงิน ณ วันเลิกและงบในช่วงชำระบัญชีตามกรณี
- ตรวจแบบภาษีเดิม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคล
- จัดการทรัพย์สินหรือสินค้าคงเหลือโดยบันทึกบัญชีและภาษีให้สอดคล้อง
- ดำเนินการเรื่อง VAT/ใบอนุญาต/ทะเบียนอื่นแยกจากการจดเลิกกับ DBD
- เก็บเอกสารรองรับการชำระหนี้ การรับเงิน และการแบ่งทรัพย์สิน
ขั้นตอนที่ 3: จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี
เมื่อจัดการทรัพย์สินและหนี้ พร้อมเอกสารบัญชีและภาษีตามที่ต้องใช้แล้ว ผู้ชำระบัญชีจึงยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี เอกสารของ DBD ระบุองค์ประกอบ เช่น แบบคำขอ รายการชำระบัญชี งบการเงิน ณ วันเลิก และเอกสารประกอบตามกรณี ควรตรวจชุดแบบปัจจุบันก่อนยื่นทุกครั้ง
กรณีที่ไม่ควรประเมินราคา/ระยะงานจากแพ็กเกจมาตรฐาน
- เอกสารบัญชีขาดหรือไม่เคยยื่นงบ
- มีหนี้ภาษี เจ้าหนี้ไม่ยอมรับ หรือมีคดี
- มีที่ดิน รถ สินค้าคงเหลือ เงินให้กู้ หรือทรัพย์สินต้องขาย/โอน
- ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการติดต่อไม่ได้
- มีธุรกรรมต่างประเทศหรือผู้ถือหุ้นต่างชาติ
ประเมินค่าใช้จ่ายปิดบริษัท ควรถามอะไรในใบเสนอราคา
ก่อนเปรียบเทียบราคา ให้ขอรายละเอียดว่าขอบเขตงานครอบคลุมการจดทะเบียนเลิก การจัดทำบัญชีและงบการเงินช่วงชำระบัญชี และการยื่นเสร็จการชำระบัญชีหรือไม่ แยกค่าบริการออกจากค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของหน่วยงานหรือบุคคลภายนอก พร้อมระบุงานที่ไม่รวมและเงื่อนไขคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
เตรียมงบการเงินล่าสุด รายการทรัพย์สินและหนี้ สถานะการยื่นภาษี และเอกสารที่ยังขาด เพื่อให้ผู้ให้บริการประเมินจากข้อมูลเดียวกัน ราคาขั้นต้นบนหน้าแพ็กเกจไม่ใช่ยอดรวมสำหรับทุกกรณี ดูรายละเอียด บริการปิดบริษัทและชำระบัญชี แล้วขอใบเสนอราคาที่ระบุขอบเขตงานของบริษัทคุณก่อนตัดสินใจ
แหล่งข้อมูลทางการ
ดูรายการเอกสารของ DBD: เสร็จการชำระบัญชีบริษัท และตรวจแบบ/ประกาศล่าสุดกับ DBD และกรมสรรพากรก่อนยื่นจริง
บทความนี้ให้ภาพรวม ขั้นตอนและระยะเวลาจริงขึ้นกับทรัพย์สิน หนี้ ภาษี เอกสาร และข้อพิพาทของแต่ละบริษัท
อ่านต่อในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
- Checklist บัญชีและภาษี: ตรวจเอกสารและรายการที่ต้องติดตาม
- บริการจดเลิกบริษัทและชำระบัญชี: ส่งข้อมูลเพื่อประเมินขอบเขตงาน
ดู อัตราค่าบริการ หรือ ติดต่อทีมงาน เพื่อประเมินกรณีของคุณ
ปรับปรุงข้อมูลเมื่อ 9 กันยายน 2026 — แบบฟอร์ม ค่าธรรมเนียม และประกาศของหน่วยงานเปลี่ยนได้ ควรตรวจฉบับปัจจุบันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนยื่นทุกครั้ง