เจาะลึกสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center - IBC): ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 8%, 5% หรือ 3%, ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ 15% Flat Rate และยกเว้นภาษีเงินปันผลส่งออกนอกประเทศ
ความสำคัญของกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) ต่อนักลงทุนยุโรป
สำหรับกลุ่มบรรษัทข้ามชาติและบริษัทโฮลดิ้งจากสหภาพยุโรปที่มีการขยายฐานธุรกิจเข้ามายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจัดตั้ง ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) ภายใต้การส่งเสริมการลงทุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และมาตรการภาษีของ กรมสรรพากร ถือเป็นกลยุทธ์ภาษีระดับสากลที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรวมศูนย์การบริหารจัดการ การคลัง และการบริการทางเทคนิค
มาตรการ IBC ได้รับการออกแบบมาเพื่อทดแทนสิทธิประโยชน์เดิมอย่าง ROH, IHQ และ ITC โดยเป็นไปตามมาตรฐานความโปร่งใสทางภาษีระหว่างประเทศ (BEPS) ของ OECD ทำให้กลุ่มทุนยุโรปสามารถบริหารภาษีได้อย่างมั่นใจ ปราศจากความเสี่ยงเรื่องข้อกล่าวหาภาษีไม่เป็นธรรม
โครงสร้างสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้มาตรการ IBC
นิติบุคคลที่ได้รับอนุมัติสถานะ IBC จากทั้ง BOI และกรมสรรพากร (ยื่นแบบ ภ.อ.01) จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สำคัญ ดังนี้:
| เกณฑ์รายจ่ายในประเทศต่อรอบปีบัญชี | อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT Rate) | สิทธิประโยชน์เสริม |
|---|---|---|
| ไม่น้อยกว่า 60 ล้านบาท/ปี | 8% (จากอัตราปกติ 20%) | สิทธิถือหุ้นต่างชาติ 100% ตามประกาศ BOI |
| ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท/ปี | 5% (จากอัตราปกติ 20%) | ยกเว้นภาษีเงินปันผลส่งกลับบริษัทแม่ในยุโรป |
| ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท/ปี | 3% (จากอัตราปกติ 20%) | สิทธิขอรับ Smart Visa / LTR Visa สำหรับผู้บริหาร |
สิทธิประโยชน์สำหรับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ (Expat Tax Privilege)
นอกเหนือจากภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารชาวยุโรปที่ทำงานในกิจการ IBC จะได้รับสิทธิ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราคงที่ 15% (Flat Rate 15%) สำหรับเงินได้พึงประเมินจากการทำงานในกิจการ IBC ซึ่งต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาก้าวหน้าสูงสุดของไทย (35%) อย่างมีนัยสำคัญ
คุณสมบัติสำคัญของผู้ขอรับการส่งเสริม IBC
- ทุนจดทะเบียน: ต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ณ วันยื่นคำขอรับสิทธิกับกรมสรรพากร
- ขอบเขตการให้บริการ: ต้องให้บริการสนับสนุนการบริหาร การเงิน การตลาด หรือการวิจัยแก่วิสาหกิจในเครือ (Associated Enterprises) ไม่น้อยกว่า 1 แห่งในต่างประเทศ
- บุคลากรที่มีทักษะ: ต้องมีการจ้างงานบุคลากรที่มีความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับงานของ IBC เป็นการประจำ
- รายจ่ายดำเนินการ: ต้องมีรายจ่ายดำเนินงานที่จ่ายให้แก่ผู้รับในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 60 ล้านบาทต่อรอบระยะเวลาบัญชี (หรือ 15 ล้านบาทต่อปี หากให้บริการบริหารเงินแก่วิสาหกิจในเครือเพียงอย่างเดียว)
ทำไมต้องเลือก Regis Consultant ในการจัดตั้งศูนย์ IBC
Regis Consultant มีความเชี่ยวชาญในการประสานงานระหว่างสำนักงาน BOI กรมสรรพากร และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เราให้บริการวิเคราะห์ความเป็นไปได้เชิงภาษี (Feasibility Study), จัดทำเอกสารขอรับการส่งเสริม BOI, วางระบบ Transfer Pricing ให้สอดคล้องกับระเบียบสรรพากร และประสานงานขอรับ LTR Visa ให้แก่ทีมผู้บริหารยุโรปครบวงจร
อ่านต่อในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
- การจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) และ Family Office ในไทย สำหรับนักลงทุนและครอบครัวยุโรป ปี 2026
- คู่มือเปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD Account) สกุล EUR-USD และมาตรการ CDD ธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับผู้บริหารยุโรป ปี 2026
ดู อัตราค่าบริการ หรือ ติดต่อทีมงาน เพื่อประเมินกรณีของคุณ
ปรับปรุงข้อมูลเมื่อ 19 กันยายน 2026 — แบบฟอร์ม ค่าธรรมเนียม และประกาศของหน่วยงานเปลี่ยนได้ ควรตรวจฉบับปัจจุบันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนยื่นทุกครั้ง
คำถามที่พบบ่อยในบทความนี้
Need English-speaking Legal & Tax Consultation in Thailand?
Regis Consultant provides turnkey assistance for BOI 100% foreign ownership, FBL licenses, LTR visas, corporate bank accounts, and DTA cross-border tax planning.